เด็กและเยาวชนในอังกฤษเกือบ 3 ใน 4 ไม่ได้เข้าชมหอศิลป์หรือนิทรรศการตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา แม้คนส่วนใหญ่จะมองว่าความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญต่อชีวิต และต้องการมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมทางศิลปะและวัฒนธรรมมากขึ้น
จากรายงานของ The Guardian ซึ่งอ้างข้อมูลจาก Creative Young Lives Survey การสำรวจระดับประเทศครั้งแรกของ Arts Council England (สภาศิลปะแห่งอังกฤษ) ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี รวมถึงพ่อแม่และผู้ปกครองประมาณ 30,000 รายทั่วอังกฤษ เพื่อศึกษาว่าเด็กเข้าถึงกิจกรรมสร้างสรรค์และวัฒนธรรมมากน้อยเพียงใด รวมถึงเหตุผลที่ทำให้บางกลุ่มไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านั้นได้
ผลการสำรวจพบว่า ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เด็กและเยาวชน 51.79 เปอร์เซ็นต์ได้เข้าพิพิธภัณฑ์ 48.56 เปอร์เซ็นต์ได้ชมละครหรือการแสดง แต่มีเพียง 26.31 เปอร์เซ็นต์ที่ได้เข้าหอศิลป์หรือนิทรรศการ และ 22.25 เปอร์เซ็นต์ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมดนตรี
เด็กอยากสร้างสรรค์ แต่โอกาสเข้าถึงยังไม่เพียงพอ
ตัวเลขการเข้าชมหอศิลป์ที่อยู่ในระดับต่ำไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่สนใจศิลปะ เพราะผู้ตอบแบบสำรวจ 74 เปอร์เซ็นต์ระบุว่า การมีความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องสำคัญสำหรับตนเอง ขณะที่ 60 เปอร์เซ็นต์ต้องการทำกิจกรรมสร้างสรรค์และวัฒนธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่
ผลสำรวจยังพบว่า กิจกรรมสร้างสรรค์มีความหมายต่อเด็กในหลายด้าน ทั้งการพัฒนาทักษะ ความมั่นใจ และสุขภาวะ เด็กประมาณ 8 ใน 10 คนที่เล่นเครื่องดนตรีมองว่ากิจกรรมดังกล่าวช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะ ขณะที่เด็กจำนวนมากซึ่งร้องเพลงหรือเต้นรำรับรู้ถึงผลดีต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของตนเอง
ช่องว่างสำคัญจึงไม่ได้อยู่ระหว่างเด็กกับความสนใจในศิลปะเท่านั้น แต่อยู่ระหว่างความต้องการกับโอกาสที่พวกเขาได้รับจริง
ต้นทุนเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญ โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 32 เปอร์เซ็นต์ระบุว่า ค่าใช้จ่ายทำให้ไม่สามารถไปเยือนสถานที่ทางวัฒนธรรมได้มากขึ้น ส่วน 55 เปอร์เซ็นต์มองว่า หากกิจกรรมสร้างสรรค์มีราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าเดิม พวกเขาจะสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ต้องพิจารณา การเข้าถึงยังสัมพันธ์กับการเดินทาง การกระจายตัวของสถาบันวัฒนธรรม บทบาทของโรงเรียน และการมีผู้ใหญ่ช่วยเปิดประตูให้เด็กได้พบกับประสบการณ์ใหม่ ผลสำรวจจึงไม่ควรถูกอ่านเพียงว่าเด็กไปหอศิลป์น้อย แต่ควรถูกใช้เพื่อตรวจสอบว่าโครงสร้างรอบตัวเด็กสร้างโอกาสให้พวกเขามากเพียงใด
มีศิลปะที่ดี แต่ถ้าเข้าไม่ถึงก็แทบไม่มีความหมาย
Dawn Airey (ดอว์น แอร์รี) ประธานคนใหม่ของ Arts Council England เรียกตัวเลขดังกล่าวว่าเป็นข้อมูลที่น่าตกใจ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นโอกาสสำคัญในการทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ซึ่งสามารถเพิ่มคุณค่าให้แก่ชีวิต
Airey ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนสิงหาคม 2026 มองว่า การเข้าถึงศิลปะและวัฒนธรรมควรมีสถานะใกล้เคียงกับสิทธิขั้นพื้นฐาน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ต่อให้ประเทศมีศิลปะที่ยอดเยี่ยมเพียงใด หากประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ ศิลปะเหล่านั้นก็แทบไม่มีความหมายต่อชีวิตของพวกเขา
ตัวอย่างหนึ่งคือ Dowdales School ในเมือง Dalton in Furness ซึ่งยังคงจัดการเรียนการสอนละคร เต้นรำ และดนตรีให้แก่นักเรียนอย่างสม่ำเสมอ พร้อมสร้างความร่วมมือกับ Royal Shakespeare Company, Birmingham Royal Ballet และ Royal Liverpool Philharmonic Orchestra
Emma Aubrey (เอ็มมา ออเบรย์) ผู้อำนวยการโรงเรียนอธิบายว่า จุดหมายของการให้ความสำคัญกับศิลปะไม่ได้อยู่ที่การผลิตศิลปินจำนวนมาก แต่คือการเปิดโลกให้เด็กในพื้นที่ซึ่งอาจมีทางเลือกทางอาชีพและประสบการณ์จำกัด พร้อมทำให้พวกเขาเชื่อว่าตนเองสามารถเติบโตไปเป็นอะไรก็ได้
กรณีดังกล่าวสะท้อนว่าการเข้าถึงวัฒนธรรมไม่อาจฝากไว้กับความสนใจส่วนบุคคลของเด็กเพียงอย่างเดียว โรงเรียน สถาบันศิลปะ หน่วยงานท้องถิ่น และระบบสนับสนุนจากรัฐล้วนมีส่วนกำหนดว่าเด็กคนหนึ่งจะมีโอกาสได้เดินเข้าไปในโรงละคร พิพิธภัณฑ์ หรือหอศิลป์หรือไม่
Arts Council England อยู่ระหว่างการปฏิรูปครั้งสำคัญ
ผลสำรวจถูกเผยแพร่ในช่วงที่ Arts Council England กำลังเผชิญแรงกดดันให้ปรับปรุงบทบาทและระบบการทำงาน หน่วยงานแห่งนี้กระจายเงินสาธารณะและเงินจากสลากกินแบ่งให้แก่องค์กรศิลปะและบุคคลมากกว่า 28.9 พันล้านบาทต่อปี หรือมากกว่า 650 ล้านปอนด์
รายงานประเมินอิสระซึ่งจัดทำโดย Margaret Hodge (มาร์กาเร็ต ฮอดจ์) วิจารณ์ว่ากระบวนการขอทุนของหน่วยงานมีความซับซ้อนและสร้างภาระมากเกินไป จนอาจขัดขวางความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยเฉพาะกับองค์กรขนาดเล็กซึ่งไม่มีบุคลากรเฉพาะทางคอยจัดการเอกสาร
รายงานดังกล่าวเสนอให้รัฐบาลยังคงรักษา Arts Council England ในฐานะหน่วยงานอิสระ ปกป้องการตัดสินใจให้ห่างจากการแทรกแซงทางการเมือง ลดความซับซ้อนของระบบทุน และสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาและวัฒนธรรม เพื่อสนับสนุนครูเฉพาะทาง กิจกรรมสร้างสรรค์ในโรงเรียน รวมถึงค่าเดินทางสำหรับการเข้าชมโรงละครและพิพิธภัณฑ์
ข้อเสนอเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การทำให้เด็กเข้าถึงศิลปะไม่ได้จบลงที่การลดราคาบัตรหรือจัดกิจกรรมเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ต้องเชื่อมโยงนโยบายการศึกษา การกระจายงบประมาณ ระบบขนส่ง และการกระจายสถาบันวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน
ตัวเลขผู้ชมไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
ข้อมูลจาก Creative Young Lives Survey ช่วยเปิดภาพช่องว่างทางวัฒนธรรมในอังกฤษ แต่ยังไม่ควรถูกใช้เพื่อสรุปว่าการเข้าหอศิลป์เป็นตัวชี้วัดคุณค่าทางความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว เพราะเด็กสามารถสร้างสรรค์และสัมผัสวัฒนธรรมผ่านกิจกรรมภายในบ้าน โรงเรียน พื้นที่ชุมชน และสื่อดิจิทัลได้เช่นกัน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเด็กเข้าหอศิลป์กี่คน แต่รวมถึงเด็กกลุ่มใดที่ไม่สามารถเข้าถึง เหตุใดพวกเขาจึงถูกทิ้งไว้ข้างนอก และประสบการณ์ที่สถาบันวัฒนธรรมนำเสนอสอดคล้องกับชีวิตของพวกเขามากน้อยเพียงใด
ผลสำรวจครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเด็กจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธความคิดสร้างสรรค์ ตรงกันข้าม พวกเขามองเห็นคุณค่าและต้องการโอกาสมากขึ้น โจทย์ที่เหลือจึงอยู่กับรัฐ โรงเรียน และสถาบันวัฒนธรรมว่า จะเปลี่ยนความสนใจดังกล่าวให้กลายเป็นการเข้าถึงที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร
ซึ่งก็น่าสนใจข่าวนี้ออกมาในช่วงที่ประเทศไทยเอง กทม.ได้เพิ่งประกาศปิด พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร) และแห่งที่ 2 (ทุ่งครุ) ให้บริการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 69 เป็นต้นไป โดยการปิดให้บริการไม่ได้เป็นนโยบายยุติการดำเนินงาน แต่เกิดจากช่วงรอยต่อปีงบประมาณและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อหาผู้รับจ้างรายใหม่
เรื่อง: เต้ Art Man