
Appropriation Art มักจะถูกโยงว่า “ลอก” หรือ “Ref” (ย่อมาจาก Reference แปลว่า อ้างอิง) เป็นปัญหาโลกแตกในวงการศิลปะที่ถกเถียงกันมานานกว่าหนึ่งศตวรรษ และยังไม่มีคำตอบสำเร็จรูปที่ใช้ตัดสินผลงานทุกชิ้นได้เหมือนกัน
คำถามนี้ไม่ได้อยู่เพียงว่า ศิลปินนำบางอย่างจากผลงานเดิมมาใช้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่านำส่วนใดมา มากเพียงใด และสิ่งที่สร้างขึ้นใหม่มีความคิด รูปแบบ และความหมายของศิลปินเองมากพอหรือยัง
แนวทางหนึ่งที่มักถูกกล่าวถึงในการถกเถียงเรื่องนี้คือ Appropriation Art หรือศิลปะแห่งการหยิบยืม ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ศิลปินนำภาพ วัตถุ และสัญลักษณ์ที่มีอยู่แล้วกลับมาใช้ในบริบทใหม่
แต่การเรียกผลงานว่า Appropriation Art ไม่ได้แปลว่าผลงานนั้นจะผ่านเส้นแบ่งทางศิลปะหรือกฎหมายโดยอัตโนมัติ เพราะระหว่าง “การหยิบยืมเพื่อสร้างความหมายใหม่” กับ “การนำความคิดและองค์ประกอบของผู้อื่นมาทำงานแทนตนเอง” ยังมีพื้นที่สีเทาขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง
Appropriation Art คืออะไร
Appropriation Art คือแนวทางที่ศิลปินจงใจนำสิ่งซึ่งมีอยู่แล้วมาใช้ในผลงาน โดยอาจเปลี่ยนบริบท สร้างความหมายใหม่ หรือตั้งคำถามต่อแนวคิดเรื่องต้นฉบับ ผู้สร้าง อำนาจ และความเป็นเจ้าของ
หัวใจของแนวทางนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การปิดบังต้นทาง ตรงกันข้าม การที่ผู้ชมจดจำภาพหรือวัตถุต้นทางได้ มักเป็นส่วนสำคัญของความหมาย เพราะศิลปินต้องการให้สิ่งเดิมทำหน้าที่เชื่อมโยงไปสู่คำถามหรือข้อเสนอใหม่
แนวคิดดังกล่าวมีรากสำคัญย้อนกลับไปถึง Dada (ดาดา) ในช่วงทศวรรษ 1910 เมื่อศิลปินเริ่มท้าทายความหมายของงานศิลปะ ความเป็นต้นฉบับ และอำนาจของสถาบันที่มีสิทธิกำหนดว่าสิ่งใดควรถูกเรียกว่าศิลปะ
จาก Mona Lisa ถึงกระป๋องซุปและภาพคาวบอย
ตัวอย่างสุดคลาสสิกคือ L.H.O.O.Q. ผลงานปี 1919 ของ Marcel Duchamp (มาร์เซล ดูชองป์) ซึ่งนำภาพพิมพ์ Mona Lisa (โมนาลิซา) มาเติมหนวดและเครา การกระทำที่ดูเรียบง่ายนี้เปลี่ยนสัญลักษณ์แห่งศิลปะชั้นสูงให้กลายเป็นทั้งเรื่องล้อเลียนและคำถามต่อคุณค่าที่สถาบันศิลปะสร้างขึ้น
แนวทางดังกล่าวพัฒนาต่อมาในศิลปะป๊อปช่วงทศวรรษ 1960 ตัวอย่างสำคัญคือ Campbell’s Soup Cans ผลงานปี 1962 ของ Andy Warhol (แอนดี วอร์ฮอล) ซึ่งนำภาพบรรจุภัณฑ์สินค้าธรรมดาเข้าสู่พื้นที่ศิลปะ พร้อมตั้งคำถามต่อเส้นแบ่งระหว่างศิลปะ การผลิตซ้ำ สินค้า และวัฒนธรรมบริโภค
Appropriation Art ปรากฏเด่นชัดขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึงทศวรรษ 1980 ผ่านผลงานของศิลปินอย่าง Richard Prince (ริชาร์ด พรินซ์) โดยเฉพาะชุด Cowboy ซึ่งนำภาพคาวบอยจากโฆษณาบุหรี่ Marlboro (มาร์ลโบโร) มาถ่ายซ้ำและตัดข้อความโฆษณาออก
เมื่อภาพถูกแยกออกจากหน้าที่ขายสินค้า ภาพชายผู้แข็งแกร่ง เป็นอิสระ และควบคุมธรรมชาติได้จึงไม่ได้เป็นเพียงภาพคาวบอยอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือเปิดโปงว่าอุดมคติความเป็นชายแบบอเมริกันถูกประกอบสร้างและเผยแพร่ผ่านโฆษณากับสื่อมวลชนอย่างไร
ผลงานเหล่านี้ไม่ได้เพียงเปลี่ยนรูปลักษณ์ของภาพเดิม แต่ใช้การจดจำต้นทางเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารความคิด อย่างไรก็ตาม การมีตัวอย่างเช่นนี้อยู่ในประวัติศาสตร์ศิลปะ ไม่ได้หมายความว่าการนำภาพเดิมมาปรับเปลี่ยนทุกกรณีจะกลายเป็น Appropriation Art ที่มีน้ำหนักเท่ากัน
ผลงานใหม่ต้อง “ใหม่” แค่ไหน
ตรงนี้คือจุดที่ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ผลงานใหม่ต้อง “ใหม่” แค่ไหน และต้องแสดงความคิดกับรูปแบบของศิลปินมากเพียงใด จึงจะข้ามจากการลอกไปสู่การหยิบยืมอย่างสร้างสรรค์
หากศิลปินเปลี่ยนเพียงตัวละคร สีเสื้อผ้า หรือรายละเอียดบางจุด แต่ยังรักษาท่าทาง มุมมอง จังหวะของภาพ และโครงสร้างเฉพาะของต้นฉบับเอาไว้ โดยไม่ได้สร้างความหมายหรือข้อเสนอใหม่อย่างมีนัยสำคัญ คำว่า Appropriation Art ก็อาจกลายเป็นเพียงชื่อที่ถูกนำมาใช้อธิบายการลอกเลียนผลงาน
ความแตกต่างจึงไม่ได้วัดจากจำนวนรายละเอียดที่ถูกแก้ไขเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาว่าสิ่งที่ผู้ชมรับรู้เป็นหลักนั้นเกิดจากการสร้างสรรค์ของศิลปินคนใหม่ หรือยังคงอาศัยความคิดและองค์ประกอบสำคัญของเจ้าของผลงานเดิมเป็นแรงขับเคลื่อนเกือบทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม การสร้างความหมายใหม่เป็นเกณฑ์สำคัญในการวิจารณ์ศิลปะ แต่ไม่ใช่สูตรทางกฎหมายที่ทำให้ผลงานพ้นจากการละเมิดลิขสิทธิ์โดยอัตโนมัติ การประเมินคุณค่าทางศิลปะกับการวินิจฉัยทางกฎหมายจึงเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
กฎหมายคุ้มครองรูปแบบการแสดงออก ไม่ใช่เพียงความคิด
เมื่อมองผ่านกฎหมายไทย พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 กำหนดให้งานสร้างสรรค์ซึ่งแสดงออกในรูปแบบต่างๆ เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ แต่การคุ้มครองไม่ครอบคลุมถึงความคิด ขั้นตอน กรรมวิธี ระบบ แนวความคิด หลักการ หรือทฤษฎี
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ ศิลปินแต่ละคนอาจนำแนวคิดเรื่อง “ท่าทางอันทรงพลังของตัวแบบ” ไปสร้างผลงานของตนเองได้ เพราะไม่มีใครผูกขาดความคิดกว้างๆ เช่นนี้
แต่หากผลงานใหม่ยังรักษาตำแหน่งมือและเท้า แนวลำตัว มุมมอง สัดส่วน ความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ ตลอดจนการจัดวางองค์ประกอบเฉพาะของภาพต้นฉบับเอาไว้ สิ่งที่ถูกนำมาใช้อาจไม่ได้เป็นเพียง “ความคิด” แต่อาจเข้าใกล้ “รูปแบบการแสดงออก” ที่กฎหมายคุ้มครอง
มาตรา 15 ให้เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิแต่ผู้เดียวในการทำซ้ำ ดัดแปลง และเผยแพร่ผลงานต่อสาธารณชน ขณะที่มาตรา 27 กำหนดว่า การทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่งานอันมีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต อาจถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
การวาดภาพขึ้นใหม่ด้วยมือตัวเองจึงไม่ได้ทำให้พ้นจากการดัดแปลงเสมอไป เพราะประเด็นไม่ได้อยู่เพียงว่าใช้วิธีคัดลอกทางกายภาพหรือไม่ แต่รวมถึงสิ่งที่ถูกนำมาจากรูปแบบการแสดงออกของงานเดิมด้วย
ใส่เครดิต ไม่ได้แปลว่าได้รับอนุญาต
กฎหมายไทยเปิดข้อยกเว้นบางประการเอาไว้ มาตรา 33 กำหนดว่า การกล่าว คัด ลอก เลียน หรืออ้างอิงงานบางตอนตามสมควร โดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ อาจไม่ถือเป็นการละเมิด หากเป็นไปตามเงื่อนไขของมาตรา 32 วรรคหนึ่ง
เงื่อนไขสำคัญคือต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และไม่กระทบกระเทือนสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร
คำว่า “ใส่เครดิตแล้ว” จึงไม่เท่ากับคำว่า “ได้รับอนุญาตแล้ว” เพราะการระบุชื่อเจ้าของผลงานเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการพิจารณา ไม่ได้ทำให้การนำงานไปใช้ทุกลักษณะกลายเป็นข้อยกเว้นทันที
ในทำนองเดียวกัน กฎหมายไทยไม่มีสูตรตายตัวว่าเปลี่ยนภาพเกินกี่เปอร์เซ็นต์แล้วจะปลอดภัย การเปลี่ยนสี เปลี่ยนตัวละคร หรือเติมรายละเอียดบางอย่างจึงไม่อาจใช้เป็นหลักประกันว่าผลงานใหม่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์
การเรียกผลงานว่า “Ref” หรือ Appropriation Art ก็ไม่มีผลเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายด้วยตัวมันเอง เพราะสิ่งที่ต้องพิจารณาคือเนื้อหาของการกระทำ ปริมาณและสาระสำคัญของส่วนที่นำมาใช้ รวมถึงผลกระทบต่อสิทธิของเจ้าของงานเดิม
สามคำถามก่อนหยิบผลงานของผู้อื่นมาใช้
ก่อนนำผลงานของผู้อื่นมาใช้สร้างงานใหม่ อย่างน้อยควรถามตัวเองสามเรื่อง
- หยิบส่วนใดของผลงานเดิมมาใช้ และส่วนนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญหรือมีลักษณะเฉพาะของต้นฉบับมากเพียงใด
- ผลงานใหม่สร้างรูปแบบ ความหมาย หรือข้อเสนอของตนเองเพิ่มขึ้นมากเพียงใด หรือยังอาศัยองค์ประกอบของต้นฉบับทำงานแทนเกือบทั้งหมด
- ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่ และหากไม่ได้รับอนุญาต การใช้นั้นเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายจริงหรือไม่ รวมถึงกระทบต่อสิทธิและการแสวงหาประโยชน์จากงานเดิมเพียงใด
ยิ่งผลงานถูกนำออกจำหน่าย ผลิตซ้ำ หรือใช้ในเชิงพาณิชย์ คำถามเหล่านี้ยิ่งต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะราคาขายและการยอมรับจากตลาดไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าผลงานนั้นเป็นต้นฉบับ หรือไม่ละเมิดลิขสิทธิ์
หากเกิดข้อพิพาทขึ้น ผู้ที่ตัดสินว่าสิ่งใหม่แตกต่างจากงานเดิมเพียงพอหรือไม่ อาจไม่ใช่ผู้สร้าง ผู้ซื้อ หรือผู้แสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ แต่คือศาล
โจทย์เดิมที่ซับซ้อนขึ้นในยุค Generative AI
ปัญหานี้กำลังซับซ้อนขึ้นในโลกของศิลปะที่สร้างด้วย Generative AI เพราะนอกจากคำถามเรื่องต้นฉบับและการดัดแปลงแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องแหล่งข้อมูลที่นำมาใช้ฝึกระบบ กระบวนการสร้างภาพ ความใกล้เคียงกับผลงานเดิม และสถานะของเจ้าของสิทธิในภาพที่เกิดขึ้นใหม่
ประเด็นเหล่านี้จำเป็นต้องแยกวิเคราะห์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากเทคโนโลยีไม่ได้เพียงช่วยให้การหยิบยืมเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าเดิม แต่ยังทำให้เส้นทางระหว่างข้อมูลต้นทาง กระบวนการผลิต และผลงานปลายทางมองเห็นได้ยากขึ้นด้วย
เมื่อไรการหยิบยืมจึงกลายเป็นความสร้างสรรค์
การหยิบยืมจะกลายเป็นความสร้างสรรค์ได้ เมื่อสิ่งที่หยิบมาถูกใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างภาษา ความหมาย หรือข้อเสนอใหม่ของศิลปิน ไม่ใช่เมื่อความคิดและองค์ประกอบของต้นฉบับยังคงทำงานแทนศิลปินคนใหม่เกือบทั้งหมด
แต่แม้ผลงานจะมีเหตุผลทางศิลปะรองรับ ก็ยังต้องพิจารณาสิทธิของเจ้าของงานเดิมแยกต่างหาก เพราะคุณค่าทางศิลปะ การยอมรับจากตลาด และความชอบธรรมทางกฎหมายเป็นคนละคำถามกัน
กรณีลักษณะนี้เกิดขึ้นในวงการศิลปะไทยมาแล้ว และกระแสตอบรับก็ไม่ได้แตกต่างจากข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในต่างประเทศมากนัก ตราบใดที่ศิลปินยังเรียนรู้จากภาพ วัตถุ และภาษาทางศิลปะที่มีมาก่อนหน้า เราจะยังพบคำถามนี้อีกอย่างแน่นอน
ดังนั้น ก่อนตัดสินว่าอะไรคือ “ลอก” และอะไรคือ “Ref” เราอาจต้องมองให้ลึกกว่าความคล้ายด้วยสายตา และถามต่อไปว่า ผลงานใหม่นำอะไรจากต้นฉบับมาใช้ สร้างอะไรของตนเองเพิ่มขึ้น และเคารพสิทธิของผู้สร้างเดิมมากเพียงใด
หมายเหตุ: บทความนี้อธิบายหลักกฎหมายในภาพรวม มิใช่คำปรึกษาทางกฎหมายสำหรับข้อพิพาทเฉพาะกรณี
เรื่อง เต้ Art Man