เมืองศิลปะ: Art City Race

Read in English / 阅读语言 English

Art City Race: การแข่งขันเพื่อยึดตำแหน่งบนแผนที่ศิลปะโลก

ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา หากมองวงการศิลปะโลกจากมุมของ “ภูมิรัฐศาสตร์ทางวัฒนธรรม” จะเห็นปรากฏการณ์หนึ่งที่เด่นขึ้นเรื่อยๆ คือการแข่งขันของประเทศและเมืองต่างๆ เพื่อปักหมุดตัวเองให้กลายเป็นศูนย์กลางศิลปะระดับโลก

ซึ่งเรียกได้สั้นๆว่า “Art City Race” หรือ การแข่งขันกันเป็นเมืองแห่งศิลปะ

มันไม่ใช่การแข่งขันแบบผิวเผินว่าใครจัดงานแฟร์ได้ใหญ่กว่า ใครเปิดพิพิธภัณฑ์ใหม่ได้เร็วกว่า หรือใครมีตึกสวยกว่า แต่คือการแข่งขันเพื่อแย่งชิง “ตำแหน่ง” ในระบบนิเวศศิลปะโลก ซึ่งตำแหน่งนี้มีมูลค่ามากกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันเชื่อมไปถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว การศึกษา ตลาดศิลปะ การลงทุน และบทบาทของเมืองในเวทีนานาชาติ

ศิลปะที่มากกว่าคำว่า สวยงาม หรือ คุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างเดียว

ในอดีต หลายรัฐอาจมองศิลปะเป็นเรื่องเสริม เป็นวัฒนธรรมประกอบ หรือเป็นเครื่องประดับของความทันสมัย แต่วันนี้เกมเปลี่ยนไปแล้ว ศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองและประเทศอย่างจริงจังโดยเฉพาะประเทศที่จะเสริมความแข็งแกร่งด้วยสิ่งที่เรียกว่า Soft Power

เพราะศิลปะมีพลังบางอย่างที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจมักมองไม่ครบ มันสร้างความน่าสนใจให้เมือง สร้างพื้นที่ให้ทุนและความคิดเคลื่อนตัว และสร้างความทรงจำร่วมที่ทำให้คนอยากกลับมาอีกครั้ง

สิ่งที่น่าสนใจคือประเทศที่อ่านเกมนี้ขาดไม่ได้มองศิลปะแบบโดดเดี่ยว แต่พยายามเชื่อมมันเข้ากับนโยบายสาธารณะในระดับใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายแรงงาน การพัฒนาทักษะ เมืองสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวระดับพรีเมียม หรือแม้แต่ภาพลักษณ์เชิงอารยธรรมของรัฐ

สิงคโปร์กับการอ่านเกมที่เร็ว

ตัวอย่างที่ชัดมากคือสิงคโปร์

สิงคโปร์ไม่ได้พยายามสร้างความเป็นเมืองศิลปะด้วยการจัดอีเวนต์ใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เดินเกมผ่านโครงสร้างของรัฐและทักษะคนทำงาน โดยเฉพาะการนำแนวคิด SkillsFuture มาผสานกับภาคศิลปะ ผ่านกรอบ Skills Framework for Arts ซึ่งเป็นการวางแผนพัฒนาทักษะและเส้นทางอาชีพในภาคส่วนนี้อย่างเป็นระบบ

นี่คือความฉลาดของนโยบายสิงคโปร์ เพราะได้ยอมรับความจริงว่าโลกศิลปะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยรสนิยมอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยคนทำงานที่ต้องมีความสามารถเฉพาะทาง ตั้งแต่ศิลปิน ภัณฑารักษ์ ผู้จัดการโครงการ ผู้ผลิตงาน ไปจนถึงคนที่ทำงานเชื่อมระหว่างศิลปะกับตลาด

เมื่อรัฐคิดเรื่องทักษะอย่างเป็นระบบ มันเท่ากับรัฐกำลังสร้างฐานรากให้ศิลปะเติบโตโดยไม่ต้องพึ่งแค่กระแสหรือชื่อเสียงชั่วคราว

และนั่นคือจุดต่างระหว่างเมืองที่ “มีอีเวนต์ศิลปะ” กับเมืองที่ “มีระบบนิเวศศิลปะ”

MENASA กับเกมอีกแบบ

ถ้าสิงคโปร์เดินหน้าผ่านการพัฒนาทักษะ ฝั่งตลาดที่ฮอตที่สุดแห่งปี (ก่อนเกิดเหตุพิพาทระหว่างประเทศในขณะนี้) คือตลาด MENASA (Middle East – ตะวันออกกลาง, North Africa-แอฟริกาเหนือ และ South Asia-เอเชียใต้) กำลังเล่นอีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นการใช้ยาแรงที่เห็นผลได้ทันที

กรณีของอาบูดาบีเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะรัฐใช้มาตรการทางภาษีและศุลกากรดึงดูดนักสะสมและงานศิลปะระดับสูงเข้าสู่ระบบของตน โดยมีการยกเว้นภาษีนำเข้าในเงื่อนไขที่ต้องเก็บงานไว้ในประเทศเป็นเวลา 3 ปี

นโยบายแบบนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเทคนิค แต่จริงๆ แล้วมันสะท้อนวิธีคิดเพื่อตอบโจทย์ที่ตัวเองขาด เพราะรัฐไม่ได้ต้องการแค่ยอดนำเข้าในระยะสั้น รัฐต้องการให้ “งาน” อยู่ในประเทศให้นานพอที่จะสร้างผลทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และเครือข่ายธุรกิจรอบข้าง

กลยุทธ์นี้ไม่ได้ปราศจากเสียงวิจารณ์ มีคำถามที่ชอบธรรมว่าแรงจูงใจทางตลาดเพียงอย่างเดียวจะสร้างความลึกทางวัฒนธรรมได้ไหม หรือแค่ผลิตการหมุนเวียนมูลค่าสูงโดยไม่มีรากฐานสถาบันที่ค้ำจุนฉากศิลปะที่แท้จริง การมาถึงของทุนและงานศิลปะไม่ได้สร้างผู้ชม วาทกรรมวิจารณ์ หรือการลงทุนชุมชนระยะยาวโดยอัตโนมัติ

รางวัลที่ทุกคนกำลังแล่นเรือไปหา

นี่คือจุดที่เดิมพันของการแข่งขันชัดเจนที่สุด และเป็นจุดที่การเปรียบเปรยที่ผมชอบใช้

ในการ์ตูนชื่อดัง One Piece ของ อ.Eiichiro Oda (ไอจิโร่ โอดะ) โจรสลัดผู้ทรงพลังที่สุดในโลกไม่ได้ต้องการแค่สมบัติ พวกเขาต้องการสิ่งที่เรียกว่า “One Piece” รางวัลอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้ครอบครองจะได้รับอำนาจเหนือท้องทะเล ซึ่งโจรสลัดทุกกลุ่ม ทุกพันธมิตร ทุกเรื่องราวแห่งการเสียสละในเรื่องล้วนมุ่งไปสู่ตำแหน่งสูงสุดในโลกนั้น

Art City Race ขับเคลื่อนด้วยตรรกะเดียวกัน รางวัลไม่ใช่งานแฟร์ พิพิธภัณฑ์ หรือเบียนนาเล่ใดใด แต่คือตำแหน่งนั้นเอง พูดง่ายๆมันเป็นจุดที่สถานะของการเป็นเมืองที่คนอื่นหันมามองเมื่อเกิดอะไรใหม่ เป็นเมืองที่ศิลปินอยากสร้างอาชีพ นักสะสมอยากปักหลักคอลเลกชัน สถาบันอยากปักธง เมื่อเมืองหนึ่งครองตำแหน่งนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ โลกจะหมุนรอบมันแทนที่จะผ่านมันไป

นี่คือ soft power ในรูปแบบที่ชัดเจนที่สุด ไม่ใช่สโลแกนที่ติดมากับโปรแกรมวัฒนธรรมหรือการหาเสียง แต่คือศักยภาพเชิงโครงสร้างในการดึงการมีส่วนร่วมโดยไม่ต้องบังคับ เมืองศิลปะไม่ได้โฆษณาอิทธิพลของตัวเอง มันใช้อิทธิพลด้วยการกลายเป็นสถานที่ที่ทุกคนกำลังแล่นเรือมุ่งหน้าไปหาอยู่แล้ว

ในทางกลับ เมืองที่ล่าช้าหรือยังเข้าใจผิดว่าความโอ่อ่าคือกลยุทธ์ ไม่ได้แค่ทำให้ตัวเองรั้งท้าย แต่ยังสร้างช่องว่างยิ่งขยายออกในแบบที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะตามทัน ต้นทุนของการล่าช้าในสนามนี้ไม่ใช่แค่เวลา แต่คือการสึกกร่อนเงียบๆ ของศักยภาพของระบบนิเวศศิลปะ เครือข่ายวิชาชีพ และความน่าเชื่อถือในแผนที่โลกศิลปะ

คำถามสำคัญ

คำถามที่ลึกกว่าไม่ใช่ว่า Art City Race เสี่ยงจะทำให้ศิลปะเสื่อมลงไหม แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังสร้างขึ้นนั้นสามารถเลี้ยงดูคนที่สร้างมันได้จริงไหม

เมืองที่มีระบบนิเวศศิลปะที่น่าเชื่อถือคือเมืองที่ศิลปินสร้างอาชีพได้ ไม่ใช่แค่จัดแสดงงาน ที่นักสะสมเติบโตไปพร้อมกับตลาด ไม่ใช่แค่ดึงผลประโยชน์ออกไป ที่สถาบันต่างๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนศิลปะสามารถพัฒนามันไปตามเวลา และขยายตัว เติบไปได้อย่างยั่งยืน และ ดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศได้อย่างเป็นรูปธรรม

Soft power ที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการบอกว่าตัวเองมีพลังทางวัฒนธรรม แต่เกิดจากการที่คนอื่นสนใจ และ ถูกดึงดูดมาโดยที่ไม่ต้อง กำลัง หรือ การจ่ายเงิน (ตามแนวคิดของ Joseph Nye เป๊ะๆ)

แล้วใครที่เสี่ยงจะช้าเกินไป

เมื่อเกมแข่งขันเข้มข้นขึ้น ก็ย่อมเกิดอีกคำหนึ่งตามมา คือ too late to compete แล้วหรือยัง?

ถึงแม้คำว่าช้าไปแล้ว มันไม่ได้แปลว่าจะหมดสิทธิ์แข่งขันตลอดกาล แต่มันหมายถึงว่า “รอบนี้” หน้าต่างโอกาสกำลังแคบลงเรื่อยๆ สำหรับผู้ที่ยังไม่เริ่มจริงจัง หรือ ยังไปไม่ถูกทาง

ในกระดานนี้ ความเสียหายของการช้าไม่ใช่แค่เสียเวลา แต่คือเสียต้นทุนแฝงไปจำนวนมาก ทั้งต้นทุนโครงสร้าง ความน่าเชื่อถือ สายสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความต่อเนื่องของนโยบาย

และเมื่อเมืองอื่นสะสมแต้มไปเรื่อยๆ คนที่เพิ่งเริ่มมักต้องลงทุนหนักกว่า ใช้เวลานานกว่า และยังต้องเผชิญกับคู่แข่งที่มีระบบพร้อมกว่าเดิมแล้ว

นั่นคือเหตุผลที่คำว่า “ช้าเกินไป” ในโลกศิลปะไม่ใช่คำดูแคลน แต่มันคือคำเตือนเชิงยุทธศาสตร์

รางวัลที่แท้จริง

ใน One Piece เส้นทางที่อันตรายที่สุดไม่ได้แค่ยากที่จะข้าม แต่มันลงโทษผู้ที่เข้าไปโดยไม่เข้าใจธรรมชาติของมัน  

Art City Race ก็ไม่ต่างกัน เมืองที่มีแนวโน้มจะครองตำแหน่งที่ยั่งยืนไม่ใช่เมืองที่ทุ่มงบประมาณมากที่สุด สร้างงานแฟร์ใหญ่ที่สุด หรือประกาศวิสัยทัศน์วัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่คือเมืองที่เข้าใจศิลปะในฐานะโครงสร้างของอำนาจที่มีตรรกะภายในของตัวเอง

การครองตำแหน่งบนแผนที่ศิลปะจะสร้างอิทธิพลเหนือทิศทาง

สร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งเหนือกระแสโปรโมท

สร้างสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องหันมามอง จนห้ามใจไม่ได้  จนต้องมาเห็นด้วยตาตัวเอง

เพราะท้ายที่สุด ราชาโจรสลัดไม่ใช่คนที่ไขว่คว้าสมบัติได้มากที่สุด แต่คือคนที่ทำให้คนอื่นอยากแล่นเรือตามทิศทางของเขามากที่สุดนั่นเอง

เรื่อง: เต้ Art Man