ปัญหาการประกวดกับวงการศิลปะไทยที่มีมาอย่างยาวนาน

ปัญหาการประกวดกับวงการศิลปะไทยที่มีมาอย่างยาวนาน

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ถึง 30 ปีก่อน เวทีการประกวดศิลปะถือเป็นหนึ่งในเส้นทางสำคัญของศิลปินรุ่นใหม่ที่ต้องการก้าวเข้าสู่วงการศิลปะไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการประกวดระดับประเทศที่จัดขึ้นโดยสถาบันศิลปะและองค์กรที่ได้รับการยอมรับ

สำหรับศิลปินที่ยังไม่มีชื่อเสียง การได้รับรางวัลใหญ่ไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันความสามารถในสายตาของคณะกรรมการ แต่ยังอาจหมายถึงโอกาสในการจัดแสดงผลงาน การได้รับความสนใจจากนักสะสม ตลอดจนการสร้างชื่อเสียงในวงการศิลปะ หากสามารถคว้ารางวัลสำคัญได้อย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งมีโอกาสสร้างความมั่นคงในเส้นทางอาชีพศิลปิน

ในยุคที่ช่องทางเผยแพร่ผลงานยังมีข้อจำกัด และสื่อออนไลน์ยังไม่เข้ามามีบทบาทอย่างทุกวันนี้ เวทีประกวดจึงเป็นมากกว่าการแข่งขันเพื่อชิงเงินรางวัล แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยค้นหาและผลักดันศิลปินหน้าใหม่ให้เป็นที่รู้จัก

เมื่อเวลาผ่านไป วงการศิลปะไทยขยายตัวขึ้น ทั้งจำนวนศิลปิน สถาบันการศึกษา แกลเลอรี ตลอดจนเวทีประกวดที่เกิดขึ้นใหม่ คำถามเกี่ยวกับมาตรฐานการตัดสิน ความน่าเชื่อถือ และข้อจำกัดของระบบการประกวดก็ยิ่งเป็นประเด็นที่ถูกนำมาพูดคุยกันมากขึ้นเรื่อยๆ

ปัญหาของการประกวดศิลปะไม่ได้มีเพียงเรื่องความโปร่งใส

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ศิลปะไม่ใช่การแข่งขันกีฬาที่สามารถตัดสินผู้ชนะจากเวลาหรือระยะทางได้อย่างชัดเจน แม้เวทีประกวดจะกำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างรัดกุมเพียงใด การประเมินคุณค่าทางศิลปะก็ยังต้องอาศัยดุลพินิจ ประสบการณ์ และรสนิยมของคณะกรรมการอยู่เสมอ

นี่จึงเป็นข้อจำกัดตามธรรมชาติของการประกวดศิลปะที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ทั่วโลก

ผลงานชิ้นเดียวกัน กรรมการกลุ่มหนึ่งมองว่ามีคุณค่าทางศิลปะสูง

แต่อาจไม่ได้รับการยอมรับจากกรรมการอีกกลุ่มหนึ่ง

เพราะแต่ละคนอาจให้ความสำคัญกับทักษะ แนวคิด ความคิดสร้างสรรค์ หรือความสัมพันธ์กับบริบททางสังคมแตกต่างกัน

ประเด็นต่อมาคือรสนิยมกรรมการที่อาจส่งผลต่อแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานของผู้เข้าประกวด หากศิลปินเริ่มสร้างงานโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่จะได้รับรางวัลมากกว่าการพัฒนาแนวคิดของตนเอง การประกวดก็อาจกลายเป็นกลไกที่จำกัดความหลากหลายทางศิลปะโดยไม่ตั้งใจ (เก็งงานประกวด)

นอกจากนี้ คำถามสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอยู่เสมอคือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกรรมการกับผู้เข้าประกวด โดยเฉพาะในวงการที่ศิลปิน อาจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมากรู้จักหรือเคยทำงานร่วมกันมาก่อน

แม้ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะเกิดความไม่เป็นธรรมโดยอัตโนมัติ แต่ก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นกลางได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้เข้าประกวดหรือสาธารณชนมองว่าผลการตัดสินค้านสายตาเป็นอย่างมาก

อีกประเด็นหนึ่งคือการสื่อสารเหตุผลในการตัดสิน เพราะเมื่อผลการประกวดไม่เป็นไปตามความคาดหวัง การขาดคำอธิบายที่ชัดเจนอาจทำให้เกิดข้อสงสัยต่อกระบวนการ แม้คณะกรรมการจะได้พิจารณาผลงานอย่างรอบคอบแล้วก็ตาม

ในประวัติศาสตร์วงการศิลปะร่วมสมัยของไทย แม้แต่เวทีที่จัดขึ้นโดยสถาบันซึ่งได้รับการยอมรับก็เคยมีผลการตัดสินที่กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์ผลการตัดสินไม่ได้หมายความว่ากระบวนการนั้นไม่สุจริต เพราะความเห็นต่างทางศิลปะกับข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใสเป็นคนละประเด็นกัน และจำเป็นต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้จัดการประกวดและคณะกรรมการตัดสินด้วย

รางวัลคือการยอมรับ แต่ไม่ใช่คำตัดสินคุณค่า

ผมมองว่าการประกวดศิลปะยังคงมีหน้าที่ของมัน และควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศศิลปะไทยต่อไป เพราะสามารถสร้างโอกาสให้ศิลปินหน้าใหม่เป็นที่รู้จัก ได้รับการสนับสนุน และมีพื้นที่ในการพัฒนาความสามารถผ่านการแข่งขัน

แต่ขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรมองว่ารางวัลเป็นเครื่องรับรองคุณค่าทางศิลปะที่สมบูรณ์แบบ หรือเป็นมาตรฐานเดียวในการตัดสินอนาคตของศิลปินคนหนึ่ง หรือคนอื่นๆ

สำหรับศิลปินที่ไม่ได้รับรางวัล หรือไม่เห็นด้วยกับผลการตัดสิน ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคืออย่าปล่อยให้ผลการประกวดครั้งหนึ่งมากำหนดคุณค่าของตัวเองทั้งหมด เพราะโลกศิลปะยังมีพื้นที่อีกมากมาย ทั้งเวทีประกวดอื่น แกลเลอรี นิทรรศการอิสระ พิพิธภัณฑ์ และเวทีนานาชาติ ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินพิสูจน์แนวคิดและความสามารถผ่านการทำงานอย่างต่อเนื่อง

อีกคำถามหนึ่งที่ศิลปินควรพิจารณาคือ แนวทางการสร้างสรรค์ของตนเองสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์ของเวทีประกวดนั้นหรือไม่ เพราะไม่ใช่ทุกเวทีจะเหมาะกับผลงานศิลปะทุกประเภท

ส่วนผู้จัดและคณะกรรมการ หากมั่นใจว่าได้ใช้หลักเกณฑ์ ความรู้ ประสบการณ์ และสายตาทางศิลปะอย่างรอบคอบและเป็นธรรมแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องหวั่นไหวต่อทุกเสียงวิจารณ์ แต่ควรพร้อมอธิบายเหตุผล รับฟังข้อทักท้วง และตรวจสอบกระบวนการของตนเองอยู่เสมอ

เพราะความน่าเชื่อถือของสถาบันศิลปะรวมถึงเวทีการประกวดต่างๆ ไม่ได้เกิดจากการที่ไม่มีใครตั้งคำถาม แต่เกิดจากความสามารถในการรักษามาตรฐาน แม้ในวันที่ถูกตั้งคำถาม ซึ่งตรงนี้สำคัญมากๆ

และหากเวทีใดมีผลการตัดสินที่ถูกตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการได้ ความน่าเชื่อถือและอิทธิพลของเวทีนั้นย่อมลดลงและเสื่อมมนต์ขลังในระยะยาว

ท้ายที่สุด การประกวดศิลปะมีหน้าที่คัดเลือกผู้ชนะในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ประวัติศาสตร์ศิลปะไม่ได้ถูกเขียนขึ้นจากรายชื่อผู้ชนะเพียงอย่างเดียว

ศิลปินบางคนอาจได้รับการยอมรับตั้งแต่วันแรก ขณะที่บางคนต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อให้ผลงานได้รับการมองเห็น และบางคนอาจไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างที่สมควรได้รับเลย

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าการถามว่าใครชนะการประกวดในวันนี้ อาจเป็นคำถามว่าอีก 20 หรือ 30 ปีข้างหน้า ผลงานใดจะยังคงมีความหมายต่อผู้คน และเวทีประกวดเหล่านั้นได้มีส่วนช่วยสร้างอนาคตให้วงการศิลปะและยกระดับระบบนิเวศศิลปะได้มากเพียงใด

**หมายเหตุ:** บทความนี้ไม่ได้อ้างถึงเวทีการประกวดแห่งใดแห่งหนึ่ง แต่มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ ให้เห็นความสำคัญ และประเด็นควรคิดเกี่ยวกับเวทีการประกวดโดยทั่วไปเท่านั้น

เรื่อง เต้ Art Man